เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการทีมที่พาเลสเตอร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เผยว่าเขายังคงภาคภูมิใจอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่นำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ
สำหรับเรื่องราวราวกับเทพนิยายทั้งหมดที่รายล้อมความสำเร็จอันเหลือเชื่อครั้งนั้น เคลาดิโอ ไม่ได้เชื่อในเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตเลยโดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น ไม่มีการคาดเดาถึงความรุ่งโรจน์ มันเป็นช่วงเวลาที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เป็นช่วงเวลาก่อนการคว้าแชมป์ และเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ทีมเพิ่งรอดพ้นจากการตกชั้นมาได้อย่างหวุดหวิด สำหรับเคลาดิโอ มันเป็นเพียงแค่โอกาสในการกลับคืนสู่วงการฟุตบอลอังกฤษ และนำพาสโมสรแห่งหนึ่งไปสู่พื้นที่ปลอดภัย และอาจจะเริ่มต้นสร้างทีมต่อยอดจากจุดนั้น
“ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งครับหลังจากที่เคยเป็นผู้จัดการทีมเชลซี แล้วได้มีโอกาสกลับมาทำงานในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง” เขากล่าวในบทสัมภาษณ์ที่คุณสามารถอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสารที่ระลึกฉบับวันเสาร์นี้ ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นพิเศษเนื่องในโอกาสเกมนัดฉลองครบรอบปาฏิหาริย์ 5000/1
“สำหรับผม พรีเมียร์ลีกคือลีกที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ ตอนที่ผมรู้ว่ามีโอกาสที่จะได้ไปคุมทีมเลสเตอร์ ผมตอบทันทีว่า ‘ใช่เลย ตกลง! ผมต้องการคุมทีมในพรีเมียร์ลีก และผมรู้ดีว่ามันจะเป็นงานที่ยากมากๆ ในการพาทีมให้อยู่รอด แต่ผมอยากจะทำภารกิจนี้’ ”
“ตอนที่ผมเดินทางไปร่วมแคมป์พรีซีซั่นที่ประเทศออสเตรีย ผมได้นั่งดูพวกเขาฝึกซ้อม และผมรู้สึกประหลาดใจมากๆ จริงๆ ผมมองเห็นถึงความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมในกลุ่มผู้เล่นด้วยกัน มันยากที่จะบอกนะว่าในตอนนั้นผมคิดว่าเราจะประสบความสำเร็จในระดับไหน ท่านประธาน (คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา) บอกกับผมว่า ‘เคลาดิโอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทีมต้องรอดตกชั้นเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลนะ’ ผมจึงตอบไปว่า ‘รับทราบครับท่าน เราจะพยายามและทำงานให้หนักที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ให้ได้’ ”
ทัพจิ้งจอกสยาม ผู้ไร้ความกลัวแห่งฤดูกาล 2015/16 เปิดเกมรุกเข้าใส่คู่แข่งด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ท บรรดาคู่ต่อสู้พยายามเปิดเกมกดดันสูง โดยหวังจะเห็นความผิดพลาด แต่พวกเขากลับพบว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามหลังทุกที เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จะเป็นคนเข้าแย่งบอลมาครอง แดนนี่ ดริงก์วอเตอร์ จะเป็นคนจ่ายบอลออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ริยาด มาห์เรซ, เจมี่ วาร์ดี้ หรือ ชินจิ โอกาซากิ ก็จะสปีดเข้าไปโจมตีพื้นที่ว่างอย่างโหดเหี้ยม รานิเอรี่ ยังคงยิ้มเมื่อนึกถึงคำเปรียบเปรยที่เขาเคยใช้เพื่ออธิบายสไตล์การเล่นอันทรงพลังและอันตรายของทีม

“อ้อ แล้วก็อัลไบรท์ตัน ด้วยนะ” เขาหัวเราะ พร้อมกับเน้นย้ำถึงชื่อของปีกจิ้งจอกสยาม สายสปีดอีกคน “ทีมอื่นต้องการจะบีบเกมกดดันเรา แต่ผมต้องการให้ทีมพุ่งตรงไปยังทิศทางตรงกันข้ามทันที ผมบอกกับลูกทีมว่า ‘เมื่อเราได้บอลมาครอง ให้บุกขึ้นหน้าทันทีโดยไม่ต้องผ่านบอลกันหลายจังหวะ สิ่งสำคัญคือการโจมตีไปข้างหน้าตรงๆ ทันที’ และด้วยเหตุผลนี้แหละผมถึงเคยพูดว่าพวกเขารวดเร็วและแม่นยำเหมือนกับกองทัพอากาศอังกฤษ”
อารมณ์ขันของเคลาดิโอ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง ความอบอุ่นของเขาช่วยลดความตึงเครียดและชนะใจผู้คนมากมาย แฟนบอลรักเขา นักข่าวหลั่งไหลมาฟังการแถลงข่าวของเขา และนักเตะทุกคนต่างตอบสนองต่อคำสั่งของเขาอย่างเต็มใจ ทว่าภายใต้รอยยิ้มและประโยคเด็ดอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านั้น แท้จริงแล้วเขาคือผู้จัดการทีมที่คอยปกป้องขุมกำลังของเขาจากความกดดันอย่างระมัดระวัง และช่วยพวกเขารับมือกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายนอก
ในทุกๆ ย่างก้าว เขาจะพยายามไม่ให้ความคาดหวังการเป็นแรงกดดันของทีม
“ผมคิดว่าจุดแข็งของผมคือการไม่สร้างความกดดันให้แก่ผู้เล่นของผมมากจนเกินไปครับ” เขากล่าว “หลังจากที่เราเก็บได้ถึง 40 แต้ม (การันตีรอดตกชั้น) ผมบอกกับพวกเขาว่า ‘เอาล่ะ ตอนนี้เราลองมาตั้งเป้าไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปกันดู’ มันเป็นเรื่องที่ดีมากนะที่จะได้เดินทางไปต่างแดนและลงเล่นกับทีมอื่นๆ ทั่วทวีปยุโรป ผมตั้งเป้าหมายใหม่ ตั้งเป้าหมายต่อไปทันที เมื่อทำได้ 40 แต้มแล้ว จากนี้เราจะพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ยุโรปกัน”
และเมื่อความกดดันเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น รานิเอรี่ ก็พบว่าตัวเองได้ลั่นหนึ่งในประโยคที่เป็นสัญลักษณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกออกมา บริบทในตอนนั้นคือเกมที่เสมอกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-2 ในเดือนเมษายน ปี 2016 เลสเตอร์ ยังคงรั้งตำแหน่งจ่าฝูงของตารางคะแนน แต่ความอึดอัดและความกังวลเกี่ยวกับการลุ้นแชมป์ลีกเริ่มเข้ามาในบทสนทนาต่างๆ
รานิเอรี่ สามารถสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นได้ในทันที เขามีเวลาสองสามวันในการไตร่ตรองถึงการตอบสนองของตัวเอง ก่อนจะออกมาพบปะกับสื่อมวลชนในปลายสัปดาห์นั้นเพื่อพูดคุยก่อนเกมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของสวอนซี ซิตี้ จากการที่ทีมทำแต้มหล่นไป 2 คะแนน พวกเรายังจะต้องลงเล่นโดยไม่มี เจมี่ วาร์ดี้ เนื่องจากติดโทษแบนอีกด้วย เหล่าผู้คนที่เคยทำนายไว้ว่าเราจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน ต่างพากันเฝ้าจับตามองดูอยู่ห่างๆ
“ถ้าผมจำไม่ผิด ผมทำสิ่งนี้หลังจากแมตช์ที่เสมอกับเวสต์แฮม 2-2 นั่นแหละครับ” เขาย้อนความหลัง “อาจจะเป็นในช่วงการแถลงข่าว ผมเห็นนักข่าวหลายคนทำหน้าเศร้าสร้อยกับผลเสมอในนัดนั้น ก่อนเกมนัดพบสวอนซี ผมเลยพูดออกไปว่า ‘เฮ้ พวกคุณ! ตอนนี้เราได้ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก แล้วนะ! ไม่เอาน่า ตื่นกันได้แล้ว!'”
“ผมพูดแบบนั้นด้วยเหตุผลนี้ครับ ใช่ เราเสมอ แต่วันนี้คุณไม่สามารถชนะได้ทุกนัดหรอกนะ แต่เราได้ตั๋วไปแชมเปี้ยนส์ ลีก แน่นอนแล้ว และด้วยเหตุนี้ ผมจึงบอกกับลูกทีมของผมว่า ‘พวกเราได้ไปแชมเปี้ยนส์ ลีก แล้วนะ และจากนี้ไป เราจะพุ่งเป้าไปคว้าแชมป์ลีกกัน! ตอนนี้คือช่วงเวลาของเรา นี่คือปีของเรา! สิ่งที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้นนี้มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองในชีวิตแล้วนะ!'”

พวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ชัยชนะเหนือสวอนซี ซิตี้, หนึ่งคะแนนที่บ้านของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และการที่สเปอร์ส ทำแต้มหล่น 2 คะแนนที่บ้านเชลซี ทำให้เลสเตอร์ การันตีการเป็นแชมป์อย่างเป็นทางการ หลังจากการเฉลิมฉลองด้วยความปิติยินดีเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ทั่วเมืองเลสเตอร์ พิธีชูถ้วยรางวัลแชมป์ก็มาถึง ในเกมนัดเหย้าที่พบกับเอฟเวอร์ตัน ธงสีน้ำเงินและสีขาวโบกสะบัดไปทั่วสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ผ้าพันคอถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ น้ำตาแห่งความตื้นตันหลั่งไหลอาบแก้มของผู้คนบนอัฒจันทร์ทุกฝั่ง ก่อนเริ่มเขี่ยลูกเปิดเกม เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือนของ อันเดรีย โบเชลลี ได้ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสนาม ท่ามกลางฉากเหตุการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่วงการฟุตบอลอังกฤษเคยมีมา
“มันแปลกและน่าอัศจรรย์มากครับ” รานิเอรี่ กล่าว “ผมได้พูดคุยกับอันเดรีย ในช่วงใกล้ๆ กับเทศกาลอีสเตอร์ ประมาณสองหรือสามเดือนก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะปิดฉากลง เขาบอกกับผมว่า ‘เคลาดิโอ คุณกำลังสร้างสิ่งพิเศษขึ้นที่นั่นนะ และผมต้องการจะเดินทางไปที่นั่นเพื่อกล่าวอะไรบางอย่าง’ ”
“ผมเลยให้ข้อมูลติดต่อของผมไป และเลขานุการของเราก็ช่วยกันเลือกวันสำหรับงานนี้ แน่นอนว่าเขาเป็นคนที่คิวงานแน่นมาก ต้องเดินทางไปทั่วโลก และพวกเขาก็ดันเลือกได้เกมนัดนั้นพอดี นัดที่เราได้ชูถ้วยแชมป์! มันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากสำหรับทุกคน มันน่าทึ่ง น่าทึ่งจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันยอดเยี่ยมมาก ผมรู้สึกภาคภูมิใจ มีความสุข และตื้นตันใจกับทุกสิ่ง มันเหมือนเรื่องบ้าๆ เลยใช่ไหมล่ะ? แต่มันวิเศษมากที่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อแฟนๆ ทุกคน”
ยามที่เคลาดิโอ ได้ชูถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกขึ้นสู่ท้องฟ้าร่วมกับ เวส มอร์แกน กัปตันทีม ความรู้สึกในตอนนั้นมันดูไม่ใช่แค่ภาพในโลกฟุตบอล แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูด เป็นฉากที่ไม่สามารถเขียนบทขึ้นมาได้ และยากที่จะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง
“ผมเคยคว้าแชมป์รายการฟุตบอลถ้วยมาบ้างก่อนหน้านี้ แต่แน่นอนว่ายังไม่เคยได้แชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดเลย” เขากล่าว “ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ แทนผู้เล่นของผม แทนท่านประธาน และแทนแฟนบอลทุกคน ผมมีความสุขเพื่อผู้คนเหล่านั้น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ในท้ายที่สุดแล้วผมถึงค่อยรู้สึกมีความสุขกับตัวเอง แต่สิ่งแรกและสำคัญที่สุด มันคือความสุขที่มอบให้แก่เหล่านักเตะ แฟนบอล และแฟนบอลทุกคนครับ”
หนึ่งทศวรรษให้หลัง แฟนบอลเลสเตอร์ ยังคงพูดถึงฤดูกาลนั้นด้วยความเคารพรักและอัศจรรย์ใจ เด็กๆ ที่เคยร่วมเป็นพยานรับรู้เหตุการณ์ในวันนั้น เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำล้ำค่าที่พ่อแม่ของพวกเขาเคยคิดว่าคงไม่มีวันได้สัมผัสในชีวิตนี้ และในตอนนี้ เมื่อเกมนัดพิเศษฉลองครบรอบกำลังใกล้เข้ามา รานิเอรี่ กำลังเตรียมพร้อมที่จะก้าวเท้ากลับเข้าสู่เมืองที่ทำให้ชื่อของเขาแปรเปลี่ยนเป็นบุคคลระดับตำนาน

งานในครั้งนี้จะอบอวลไปด้วยใบหน้าที่คุ้นเคย เพื่อนร่วมทีมเก่า เสียงเพลงเดิมๆ และเรื่องราวเก่าๆ ที่น่าประทับใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันจะเป็นการเฉลิมฉลองความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างทีมฟุตบอลและแฟนบอล ความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมนี้ช่วยผลักดันและนำพาเลสเตอร์ ฝ่าฟันอุปสรรคจนสร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง
“สำหรับผม มันสำคัญมากที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับแฟนบอล” เขากล่าว “คุณสามารถฝึกซ้อมให้หนักแค่ไหนก็ได้ คุณสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ที่เราสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาก็เพื่อแฟนบอลด้วยเช่นกัน แฟนบอลคือหัวใจสำคัญของกีฬานี้ครับ”
“ผมพูดได้เลยว่าเรื่องราวของเลสเตอร์ คือหนึ่งในเรื่องราวที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ มันคือเรื่องราวของ ดาบิด ที่สามารถเอาชนะ โกไลแอท (แจ็คผู้ฆ่ายักษ์) มันคือความทรงจำเก่าๆ เป็นความทรงจำที่วิเศษมาก และผมมีความสุขมากๆ ที่จะได้กลับไปที่สนามแห่งนั้นอีกครั้งเพื่อเพลิดเพลินกับโอกาสพิเศษนี้ร่วมกับแฟนบอลทุกคน”
“มันจะเป็นวันที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่สำหรับผมเท่านั้น แต่รวมถึงแฟนๆ ด้วย แน่นอนว่ามันสำคัญมากสำหรับพวกเขาในการที่จะจดจำในสิ่งที่เราเคยร่วมกันทำสำเร็จลงไป มันวิเศษมาก… วิเศษที่สุดจริงๆ ครับ”
