เลสเตอร์ ซิตี้

เลสเตอร์ ซิตี้ กับบันทึกความทรงจำในศึก แองโกล-อิตาเลียน คัพ

จอห์น ฮัทชินสัน นักประวัติศาสตร์ประจำสโมสร ย้อนรำลึกถึงการแข่งขันรายการ แองโกล-อิตาเลียน คัพ ของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงปี 1972

ในปี 1972 เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ จิมมี่ บลูมฟิลด์ ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรปรายการหนึ่ง ซึ่งมีความล้ำสมัยและเต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆ ในหลายๆ ด้าน รายการนี้มีชื่อว่า “แองโกล-อิตาเลียน คัพ”

การแข่งขันรายการนี้จัดขึ้นแบบเป็นช่วงๆ (ไม่ได้จัดทุกปี) และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันไปหลายครั้งในระหว่างปี 1970 ถึง 1996 โดยในรูปแบบแรกเริ่มนั้น รายการนี้ถูกจัดขึ้นเป็นทัวร์นาเมนต์ประจำปีตั้งแต่ปี 1970 จนถึงปี 1973 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันรวมถึงสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง นาโปลี, ยูเวนตุส, โรมา, ลาซิโอ, ฟิออเรนตินา, อินเตอร์ มิลาน, ซามพ์โดเรีย และ กายารี ขณะที่สโมสรจากฝั่งอังกฤษที่เข้าร่วมแข่งขันประกอบด้วย มิดเดิ้ลสโบรซ์, วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส, เวสต์บรอมวิช อัลเบียน, ซันเดอร์แลนด์, เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์, แบล็คพูล, สโต๊ค ซิตี้, คริสตัล พาเลซ, ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์, สวินดอน ทาวน์ และ เลสเตอร์ ซิตี้

เลสเตอร์ ซิตี้ ได้เข้าร่วมการแข่งขันนี้ในช่วงปิดฤดูกาลของปี 1972 หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เข้าร่วมก็คือ เลน ชิปแมน ประธานสโมสรเลสเตอร์ในเวลานั้น ซึ่งควบตำแหน่งประธานฟุตบอลลีกอังกฤษไปด้วย ได้เข้าไปนั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้จัดงานแข่งขันแองโกล-อิตาเลียน คัพ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังทัวร์นาเมนต์นี้คือ จีจี้ เปโรนาเช่ ผู้ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นตัวกลางเจรจาดีลย้ายทีมระดับบิ๊กเนมของเหล่ายอดดาวดังอังกฤษอย่าง จอห์น ชาร์ลส์, เดนิส ลอว์ และ จิมมี่ กรีฟส์ ไปค้าแข้งที่ประเทศอิตาลีในช่วงปลายทศวรรษ 1950 และต้นทศวรรษ 1960

รูปแบบการแข่งขันจะนำสโมสรจากอิตาลี 6 ทีม และสโมสรจากอังกฤษ 6 ทีม มาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะประกอบไปด้วยสโมสรจากทั้งสองประเทศ ประเทศละ 2 ทีม ทีมจากแต่ละประเทศที่สามารถเก็บสะสมคะแนนได้มากที่สุด จะโคจรมาพบกันในเกมนัดชิงชนะเลิศ

ทีมที่สามารถเก็บสะสมคะแนนได้มากที่สุด จะได้พบกันในเกมนัดชิงชนะเลิศ ทว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนให้แต่ละทีมเล่นเกมรุกเข้าใส่กันอย่างสนุกสนาน กฎกติกาของการแข่งขันจึงได้สอดแทรกกฎใหม่ๆ ที่น่าสนใจและล้ำยุคเอาไว้ กฎข้อแรกคือ จะมีการมอบ 1 คะแนนพิเศษให้แก่ทุกๆ ประตูที่ทีมทำได้ กฎข้อต่อมาคือ กฎการล้ำหน้า (Offside) จะถูกจำกัดพื้นที่ไว้เฉพาะภายในบริเวณกรอบเขตโทษเท่านั้น นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการทดลองแทคติกใหม่ๆ ในยุคสมัยที่ฟุตบอลทั่วไปอนุญาตให้มีตัวสำรองได้เพียงคนเดียว ทัวร์นาเมนต์นี้กลับอนุญาตให้มีผู้เล่นสำรองนั่งบนม้านั่งได้ถึง 5 คน และสามารถเลือกส่งลงสนามได้ 2 คน ส่วนอีกหนึ่งนวัตกรรมที่แปลกใหม่คือ การกำหนดหมายเลขเสื้อประจำตัว ให้แก่นักเตะแต่ละคนล่วงหน้า โดยยกเลิกและสลัดระบบเดิมๆ ที่ผู้เล่นต้องสวมเสื้อหมายเลข 1-11 ตามตำแหน่งการเล่นบนสนามลงไป

เลสเตอร์ ซิตี้ ของจิมมี่ บลูมฟิลด์ ซึ่งเพิ่งจะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 12 ในศึกดิวิชัน 1 เดิม ได้ทำการลงทะเบียนรายชื่อผู้เล่นทั้งหมด 15 คนสำหรับลุยศึกแองโกล-อิตาเลียน คัพ ปี 1972 รายนามเหล่านั้นประกอบด้วย ชิลตัน, วิทเวิร์ธ, นิช, ครอสส์, สโยเบิร์ก, แมนลีย์, เวลเลอร์, แแซมเมิลส์, เบิร์ชนอลล์, ทอมลิน, โกลเวอร์, เฟิร์น, พาร์ทริดจ์, วอลลิงตัน และ ฟาร์ริงตัน

ทีมระดับซูเปอร์สตาร์ที่เป็นจุดขายที่สุดในกลุ่มของเลสเตอร์ ซิตี้ คงหนีไม่พ้นยอดทีมจากเกาะซาร์ดิเนียอย่าง กายารี พวกเขาเพิ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นทีมมหาอำนาจฟุตบอลในวงการลูกหนังอิตาลี โดยขุมกำลังอุดมไปด้วยเหล่านักเตะดีกรีทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ เช่น ลุยจิ ริวา, แอนเจโล โดเมนกินี และ เอนริโก อัลแบร์โตซี ซึ่งผู้เล่นเหล่านี้ล้วนเคยลงสนามในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1970 ดวลกับ บราซิล มาแล้วทุกคน กายารีคว้าแชมป์กัลโช เซเรีย อา มาครองได้ในปี 1970 และเกือบที่จะสร้างประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้อีกครั้งจากการเบียดแย่งแชมป์แบบสามเส้าอย่างดุเดือดกับ ยูเวนตุส และ โตริโน ในฤดูกาลที่เพิ่งจะจบไป

นอกจากนี้ ทีมร่วมกลุ่มของเลสเตอร์ยังมี อตาลันต้า อีกหนึ่งทีม พวกเขามีปมหลังที่คล้ายคลึงกับเลสเตอร์มาก โดยอตาลันต้าเคยตกชั้นจากลีกสูงสุดในฤดูกาล 1968/69 และสามารถคัมแบ็กกลับคืนสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จในอีกสองปีต่อมา และที่เหมือนกับเลสเตอร์อีกเรื่องคือ พวกเขาเลือกใช้วิธีเสริมความแข็งแกร่งของทีมด้วยการเซ็นสัญญาคว้าตัวผู้เล่นที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงจากลีกสูงสุดเข้ามาเสริมทัพ ในส่วนของเลสเตอร์ ผู้เล่นเหล่านั้นรวมถึง เวลเลอร์, แซมเมิลส์ และ เบิร์ชนัลล์ ส่วนทางฝั่งของอตาลันต้าได้ทำการเซ็นสัญญาคว้าตัว เลออนชินี และ ซัคโค มาจากยูเวนตุส รวมถึง เบียงคี่ มาจากนาโปลี

และสโมสรจากอังกฤษอีกหนึ่งทีมที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันนี้ก็คือ ซันเดอร์แลนด์ ภายใต้การคุมทีมของ บ็อบ สโตโค ซึ่งสร้างความเกรียงไกรพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้อย่างพลิกความคาดหมายในฤดูกาลถัดมา

ในวันที่ 1 มิถุนายน เลสเตอร์ ประเดิมสนามนัดแรกด้วยการพ่ายต่อ กายารี ไปหวุดหวิด 1-0 ที่สนามซานตา เอเลีย ฟอร์มการเซฟอันยอดเยี่ยมและเหนียวหนึบของ อัลแบร์โตซี ช่วยเซฟยันไม่ให้แนวรุกของเลสเตอร์เจาะประตูคืนได้ หลังจากที่ จอน แซมเมิลส์ โชคร้ายทำเข้าประตูตัวเองส่งให้ทีมจากอิตาลีออกนำไปก่อน

และผลการแข่งขันนัดนี้ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับเกมนัดที่เหลืออีกสามนัดของเลสเตอร์ ในทัวร์นาเมนต์

ในวันที่ 4 มิถุนายน ในเกมนัดที่ถล่มประตูกันอย่างเมามันส์ ในบ้านของอตาลันต้า เลสเตอร์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปอย่างสุดมัน 5-3 เวลเลอร์ช่วยยิงให้เลสเตอร์ออกนำไปก่อนเมื่อจบครึ่งแรก ทว่าฮีโร่ตัวจริงในค่ำคืนนั้นกลับเป็น กองหน้าตัวเป้าของอตาลันต้าอย่าง มาจิสเตรลลี ที่ระเบิดฟอร์มกดคนเดียวถึง 4 ประตูในครึ่งเวลาหลัง เขาทำประตูตีเสมอได้เมื่อผ่านหนึ่งชั่วโมงแรก แต่ถัดมาเพียงแค่นาทีเดียว แซมเมิลส์ ก็ยิงให้เลสเตอร์ขึ้นนำอีกครั้ง ทว่าสามนาทีหลังจากนั้น มาจิสเตรลลี ก็ซัดประตูตีเสมอให้เจ้าถิ่น จากนั้น เบียงคี่ ยิงให้อตาลันต้าพลิกขึ้นนำเป็นครั้งแรก แต่แซมเมิลส์ก็มาบวกประตูที่สองของตัวเองช่วยให้สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 3-3 ก่อนที่ มาจิสเตรลลี จะมาสวมบทโหดซัดอีกสองประตูในช่วงนาทีสุดท้ายของเกมช่วยให้ทีมชนะไป

ต่อมาในวันที่ 7 มิถุนายน เลสเตอร์ เปิดรังฟิลเบิร์ต สตรีท เอาชนะ กายารี ได้สำเร็จ เกมนี้นักเตะระดับยักษ์ใหญ่ของอิตาลีเลือกที่จะไม่ส่งบรรดาดาวดังดีกรีฟุตบอลโลกลงสนาม ส่งผลให้เลสเตอร์สามารถพังประตูออกนำห่างไปก่อนถึง 2-0 ภายในเวลาเพียงแค่ 12 นาทีแรก ในนาทีที่ 3 โกลเวอร์ โชว์ทักษะลากเลื้อยขึ้นไปก่อนจะเปิดบอลตัดเข้ากลางอย่างแม่นยำให้ เวลเลอร์ พุ่งเข้าโขกตอร์ปิโดเสียบตาข่ายเข้าไปราวกับลูกกระสุนปืน จากนั้น นิช เป็นคนบวกประตูที่สอง จากการตะบันยิงเลียดพื้นระยะไกลกว่า 35 หลา ซึ่งวิถีบอลพุ่งเสียบมุมหลอกตาผู้รักษาประตูตัวสำรองของกายารีเข้าไปอย่างเหนือชั้น เลสเตอร์จำเป็นต้องเดินหน้าพังประตูเพิ่มให้ได้มากที่สุดเพื่อสะสมคะแนนลุ้นตั๋วผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามคาด กายารีมาได้ประตูตีไข่แตกในนาทีที่ 58 ทำให้เลสเตอร์ เริ่มเสียกำลังใจและฟอร์มเก่งในช่วงแรกไป และผลสกอร์สุดท้ายที่จบลงด้วยการชนะ 2-1 หมายความว่า เลสเตอร์จำเป็นต้องถล่มเอาชนะในเกมนัดสุดท้ายของกลุ่มด้วยผลต่างประตูที่ถล่มทลายเท่านั้น

และพวกเขาก็เกือบที่จะทำสิ่งนั้นได้สำเร็จจริงๆ ในวันที่ 10 มิถุนายน เลสเตอร์เปิดรังฟิลเบิร์ต สตรีท ถล่มเอาชนะ อตาลันต้า ไปอย่างขาดลอยด้วยสกอร์ 6-0 เกมนี้ เวลเลอร์ ทำคนเดียวสองประตู สมทบด้วยการทำประตูจาก โกลเวอร์, นิช, แซมเมิลส์ และ ฟาร์ริงตัน ความจริงแล้ว เกมนัดนี้เกือบที่จะต้องถูกเลื่อนการแข่งขันออกไป เนื่องจากมีพายุฝนตกลงมาอย่างหนักหน่วงจนทำให้สภาพผืนหญ้าในสนามฟิลเบิร์ต สตรีท มีน้ำท่วมขังขังในบางจุด

ทว่าในท้ายที่สุด ความพยายามทั้งหมดนั้นกลับต้องสูญเปล่า แม้ว่าเลสเตอร์จะสามารถเก็บคะแนนรวมเพิ่มได้ถึง 8 คะแนนเต็มในแมตช์นี้ (นับรวมคะแนนพิเศษจากประตูที่ยิงได้) แต่ข่าวคราวจากสนามอื่นก็ส่งตรงมาถึงว่า แบล็คพูล เป็นฝ่ายได้สิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับ โรมา เนื่องจากพวกเขาระเบิดฟอร์มถล่มประตูใส่ทีมในลีกสูงสุดอิตาลีอย่าง ลาเนรอสซี วิเชนซา ไปถึง 10 ประตู ซึ่งในเวลาต่อมา แบล็คพูลเดินทางไปพ่ายแพ้ในเกมนัดชิงชนะเลิศให้แก่โรมาไป 3-1 ที่กรุงโรม ท่ามกลางแฟนบอลที่เข้ามาชมกันแน่นสนามกว่า 40,000 คน

การเดินทางหาประสบการณ์และก้าวแรกของเลสเตอร์ ในทัวร์นาเมนต์อย่าง แองโกล-อิตาเลียน คัพ ได้จบลงอย่างเป็นทางการ

แต่อย่างไรก็ตาม ทัวร์นาเมนต์นี้ก็ได้ช่วยเปิดโอกาสให้แฟนบอล ได้สัมผัสกลิ่นอายบรรยากาศการแข่งขันกับทีมระดับแถวหน้าจากอิตาลี และได้ร่วมชมการทดลองใช้กติกาล้ำหน้าแบบใหม่ ซึ่งไม่เคยถูกนำมาใช้งานจริงในโลกฟุตบอลกระแสหลักเลยหลังจากนั้น